| eee's profileความรักเปรียบเสมือน เหมื...PhotosBlogLists | Help |
|
ความรักเปรียบเสมือน เหมือนอากาศ...May 11 ส่งต่อน้ำใจไปข้างหน้าหลายวันนี้ผมได้รับการอุปการคุณจากพี่สาวแสนดีคนหนึ่งที่คอยเกื้อหนุนและช่วยมาร่วมแรงร่วมใจทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในมุมกว้างเริ่มจากช่วยจัดรายการวิทยุเกี่ยวกับการส่งเสริมการอ่านที่ผมทำอยู่เป็นประจำ พี่สาวคนนี้ก็อุตสาหะพยายามแบ่งปันเวลาที่มีค่ายิ่งของเธอมาช่วยอ่านอัดรายการเพื่อให้เด็กๆได้ฟังกัน พร้อมทั้งแนะนำเคล็ดลับในการพากษ์เสียงสูงต่ำน่ารักๆ ให้น้องๆ ได้ฟังตามคาแรกเตอร์ของตัวละครในเรื่องนั้นๆ ที่เราอ่าน ผมเชื่อว่าความเสียสละและความมีน้ำใจที่ได้รับนี้เป็นกำลังที่ดีในการทำงานของผมและคนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวผม เพราะพวกเราส่วนใหญ่ทำงานโดยไม่มีค่าจ้างค่าตอบแทนเป็นเงินทอง แต่เราได้ค่าตอบแทนที่มีค่ากว่านั้น คือ ความสุขที่ผู้อื่นจะได้รับจากการทำหน้าที่ของเรา รวมทั้งเพื่อนดีๆที่เข้าใจ เห็นใจ และตั้งใจมามีส่วนร่วมกับงานของเรา ทำให้สิ่งดีๆที่เราคิดจะทำและทำอยู่นั้นสำเร็จไปได้ด้วยดี ทุกวันนี้ผู้คนมากมายดิ้นรนแสวงหาเงินทองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อนำมาซื้อความสุขสบายตามสไตล์ที่ตนเองชอบ การแข่งขัน เบียดเบียนและไขว่คว้าอย่างไร้ขอบเขตจึงเกิดขึ้นทุกๆที่ แล้วเราจะมีความสุขอยู่ได้ยาวนานและยั่งยืนแค่ไหนหากคนรอบข้างเรามีแต่ความทุกข์ ผมประทับใจมากๆ สำหรับหนังฝรั่งเรื่องหนึ่ง ซึ่งดูมานานแล้ว เป็นหนังฟอร์มเล็กๆ นักแสดงก็หน้าใหม่ไม่ได้มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักอะไร ที่สำคัญยังเป็นเด็กด้วยซ้ำผมจำไม่ได้ครับว่าเขาชื่ออะไร รู้แต่ชื่อหนังชื่อว่า “pay it forward” ครับ หลายคนที่เคยได้ชมเรื่องนี้คงแอบยิ้มน้อยๆ หลังร้องอ๋อเพราะต้องค่อยๆนึกย้อนย้อนกลับไปในอดีตที่สดใสและอบอุ่นจากการให้ของเด็กชายวัย 11 ขวบคนนี้ ผมจำได้ว่าเนื้อเรื่องนำเสนอง่ายมากด้วยจินตนาการของผู้กำกับหรือผู้เขียนบทก็ตาม เริ่มที่โรงเรียนประถมเกรด 5 ก็ราวป.ห้านั่นแหละครับ ยังเด็กอยู่มากๆ แต่ได้รับมอบหมายการบ้านที่ยิ่งใหญ่จากคุณครูให้ไปช่วยใครก็ได้ที่เขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ 3 คน เด็กทุกคนในชั้นต่างส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันให้แซด “อะไรกันเด็กอย่างพวกเราเนี่ยนะจะไปช่วยใครเขาได้” หนึ่งในนั้นเริ่มพูดขึ้น “นั่นนะสิ แถมยังตั้ง 3 คนด้วยแนะ แล้วเราจะไปทำได้ไงเนี่ย” อีกคนเห็นด้วยพร้อมด้วยหน้าเซ็งๆสุดๆ “แล้วจะส่งคุณครูยังไงเนี่ย” เด็กน้อยตาใส ถามอย่างอดสงสัยไม่ได้ในโจทย์ที่คุณครูมอบให้นี้ แต่ละข้อคำถามของพวกเขาน่าสงสัยจนทำให้ผมอดคิดตามไม่ได้เช่นกัน “นั่นสินะจะทำยังไง ยังดูเด็กๆอยู่เลยนี่นา แล้วจะส่งยังไงหล่ะ อย่าว่าแต่เด็กเลยต่อให้เป็นผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำโจทย์จากครูนี่ได้ง่ายๆเลยนี่นะ” กล้องค่อยซูมเข้าหน้าเด็กชายตัวน้อยทำให้เราได้เห็นแววตาที่สดใสของหนูน้อยซึ่งรับบทพระเอกในเรื่องนี้เป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง เขาจะทำอย่างไร ถึงจะช่วยคนอื่นได้อีก 3 คน ในขณะที่เขายังอายุเพิ่งจะ 11 ขวบเท่านั้นนี่นา เอ ถ้าเป็นคุณหล่ะครับคุณจะทำอย่างไร ภาพเริ่มที่เช้าวันใหม่ที่บ้านของใครคนหนึ่ง ซึ่งคงจะเป็นคำตอบสำหรับผู้ชมอย่างผม ผู้หญิงคนหนึ่งเดินลงจากบันไดบ้านพลางหันมาพูดกับใครบางคนที่โต๊ะอาหารด้านขวามือเธอ เมื่อพูดจบตาที่จ้องเขม็งบนโต๊ะอาหารจนเกือบจะถลนออกมาก็ทำเอาเธอกรีดร้องเสียงแหลมเหมือนตกใจกับภาพอะไรบางอย่างที่อยู่ตรงนั้น แล้วเธอก็สลบลง เมื่อภาพเป็นอย่างนี้ทำให้ผมซึ่งกำลังเบลอนิดๆ เพราะเป็นการดู VCD รอบดึกของผมต้องตื่นมาตั้งใจดูเพิ่มขึ้นสักนิด ว่าเกิดอะไรขึ้น กล้องย้ายมุมมาจับที่โต๊ะอาหารต้นเหตุที่ทำให้ผู้หญิงคนนั้นล้มตึงไปพบเป็นชายอาคันตุกะคล้ายขอทาน เพราะการแต่งตัวทั้งมอมแมมจนเกินกว่าจะเป็นเจ้าของบ้านเช่นเดียวกับหญิงคนเมื่อครู่ที่นอนแอ้งแม้งไม่รู้ตัว อีกทั้งการกินอาหารก็มูมมอม ตะกละตะกลามมากจนคิดว่าไม่น่าจะเป็นใครไปได้นอกจากขอทานคนหนึ่ง ว่าแต่เขาเข้ามาทำไมในบ้านหลังนี้และมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้หนา นั่นแหละครับ “การบ้าน” ของเด็กน้อยพระเอกของเราที่ตอนนี้กลายเป็นฮีโร่ของชายผู้นี้ แต่นึกภาพไม่ออกเลยว่า ถ้าแม่ของเด็กชายคนนี้ตื่นขึ้นมาจะเป็นลมต่ออีกหรือไม่ นี่นะหรือการบ้าน ใช่ครับ นี่ถือเป็นภารกิจแรกของเขาที่เขาพาขอทาน คนพเนจร คนหนึ่งเข้ามากินข้าวในบ้าน เพราะตรงตามโจทย์ที่ครูกำหนดไว้ทุกอย่าง เท่านั้นไม่พอครับเด็กน้อยคนนี้ยังนำเงินที่ตนเองเก็บออมไว้ทุบกระปุกมอบให้กับขอทานคนนี้ไป เขาซาบซึ้งใจใหญ่และบอกว่าต้องการตอบแทนบุญคุณของเขา เด็กชายคนนี้ ตอบเพียงว่า “ไปช่วยคนอื่นต่ออีก 3 คนตามที่คุณครูสั่งก็พอแล้วหล่ะ” ขอทานนั้นงงงง อยู่เหมือนกัน เพราะไม่คิดว่า เด็กคนนี้จะมีน้ำใจต่อเขาซึ่งเป็นเพียงขอทานคนหนึ่งซึ่งไม่เพียงแต่จะไม่มีใครช่วย เขายังไม่คิดช่วยใครด้วย สำหรับเด็กคนนี้อาจคิดเพียงว่า การช่วยคนและช่วยต่อๆไปเป็นการบ้านที่เขาต้องทำอย่างตั้งใจ แต่สำหรับขอทานมันเป็นภารกิจที่สำคัญ ว่าแล้วเขาก็เดินออกไปไกลแค่ไหนไม่มีใครรู้ ทันใดนั้นเขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะกระโดดสะพานข้ามแม่น้ำฆ่าตัวตายแทบไม่น่าเชื่อครับ เขาวิ่งเข้าไปคว้าตัวผู้หญิงที่คิดสั้นคนนั้นไว้ได้ทันท่วงที ก่อนที่เธอจะกระโดดลงไป ซึ่งเท่ากับ เขาได้ช่วยชีวิตเธอไว้ สาวน้อยคนนี้รำพึงตัดพ้อด้วยความเสียใจในโชคชะตา ว่าสามีเธอทิ้งไปทำให้เธอคิดสั้นอยากฆ่าตัวตาย เพราะอายเกินกว่าจะอยู่ได้ ขอทานกลับขำให้สิ่งที่เรียกว่าความน่าอาย เพราะสำหรับชีวิตของเขามันเป็นแค่เสี้ยวเศษของสิ่งที่เขาพบเจอมาตลอดชีวิตครับ ขอทานเล่าเรื่องที่ตนถูกดูถูกเหยียดหยามมาตลอดชีวิต ไม่มีใครคบหา ไม่มีข้าวกิน ไม่มีครอบครัว ทุกคนพากันรังเกียจ เมื่อเทียบกับสิ่งที่เธอประสบนั้นจึงนับว่าน้อยนิดมากๆๆครับ ในที่สุดสาวน้อยคนนี้ ก็ถูกกล่อมซะอยู่หมัด เห็นชัดว่าชีวิตไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดสั้น ว่าแล้วก็ขอบคุณขอทานเป็นการใหญ่ที่ทำให้เธอได้คิดและเช่นกันเธอขอบคุณเขาเป็นการใหญ่ ในน้ำใจของเขาและต้องการตอบแทน เช่นกันเขาบอกเพียงว่า “ไปช่วยคนอื่นต่ออีก 3 คน ก็เป็นการตอบแทนชั้นได้แล้ว” ทิ้งความงงงันให้สาวน้อยและเดินจากไปพร้อมกับหาคนอีก “3 คน” ที่เธอต้องช่วยครับ และวันนี้การบ้านของเด็กน้อยคนนั้นส่งต่อมาถึง “คุณ” แล้วหล่ะครับ December 21 จริงใจหลายวันก่อนผมมีโอกาสได้ไปสอนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเรื่องจิตวิทยาบุคลิกภาพนักศึกษาคนหนึ่งถามผมเกี่ยวกับความจริงใจในความเป็นตัวของตัวเอง ว่าสามารถจะอยู่ในสังคมที่ต้องการการปรับตัวและเป็นไปตามระเบียบแบบแผนของสังคมได้อย่างไร เพราะทุกๆองค์กรหรือสังคมล้วนมีวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งอาจสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับความเป็นตัวเราหรือไม่ก็สุดแล้วแต่จะคาดถึง เช่น เมื่อเราเข้าไปเรียนหนังสือตั้งแต่ในระดับอนุบาล ประถม มัธยม กฎระเบียบของโรงเรียนเป็นเรื่องเข้มงวดที่เราไม่อาจขัดขืนหรือฝืนคำสั่งได้เลย เช่น ถ้ามาสายก็ต้องถูกหักคะแนน หนักๆ เข้าก็ถูกเชิญผู้ปกครอง หรือถ้าขาดเรียนมากก็หมดสิทธิ์สอบ ถ้าคะแนนแย่มากๆ จนไม่สามารถเรียนต่อได้ก็ต้องถูกเชิญออก หรือถ้าทู้ซี้อยู่ต่อก็ต้องกดดันสารพัด เพราะเพื่อนๆต่างก็ขึ้นชั้นไปหมดแล้ว เมื่อเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย กฎระเบียบผ่อนปรนและผ่อนผันลง มีอิสระมากขึ้นแต่ถูกกระแสสังคมเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมแทนมากกว่า ซึ่งบ่อยครั้งมักคล้อยตามกระแสของสังคมในวงการบันเทิงเป็นส่วนใหญ่ทั้งในเรื่องวิธีคิด ค่านิยม ทัศนคติ เช่นการแต่งตัว คำพูด ภาษาที่ใช้ ท่าทางที่แสดงออก รสนิยมภายในและภายนอก รวมทั้งบุคลิกภาพด้วย เช่นท่าทาง การแต่งตัว ความคิด และที่สำคัญการเป็นอยู่ เราทุกคนอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด แต่สำหรับผม ผมจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า อะไรดีที่สุด การมีฐานะร่ำรวย มีความเป็นอยู่ที่หรูหรา อยากได้อะไรก็ได้หรือเนรมิตทุกอย่างได้ตามที่ตนต้องการนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องการและเป็นสิ่งที่ดีที่สุดจริงหรือ หรือการมีหน้าตาที่สวยหล่อ รูปร่างที่งดงาม การแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนม ราคาหลายพันจนถึงหลายหมื่นบาท หรือการมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก มีผู้คนเคารพยกย่องอยู่ตลอดเวลา นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเราหรือ สำหรับคนที่ในชีวิตถูกพอกย้อมด้วยความยากจน การปฏิบัติตามกฏระเบียบและคำสั่งอย่างเคร่งครัด ขาดอิสระก็เหมือนขาดศักดิ์ศรี ย่อมปรารถนาสิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้นแทบทั้งสิ้น อยากมีชื่อเสียงเงินทองที่มากมายใช้ไม่หมด มีชีวิตที่สุขสบายไปจนวันตาย แท้ที่จริงแล้ว คนเราทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่า “มารยา” และ “มารยาท” อยู่ในตัวเองทั้งสิ้น ในทางจิตวิทยามนุษย์ มีทั้งสิ่งที่ดีที่สุดและเลวที่สุดอยู่ในตัว เราอาจเคยได้ยินคำว่า “อีโก้”(Ego) แต่ที่จริงมีมากกว่านั้น คือ “อิด” (Id) และ “ซูเปอร์อีโก้” (Super Ego) “อิด” เป็นสัญชาติญาณฝ่ายต่ำของมนุษย์ เป็นตัวแทนความอยาก ความต้องการ ความปรารถนาที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทั้งทางวัตถุ ทางเพศ เรื่อยไปจนถึงสังคม รวมทั้งความป่าเถื่อน โหดร้ายเกรี้ยวกราด การใช้อารมณ์รุนแรง ฝรั่งเวลาไปทำหนังจะทำให้เป็นตัว “เดวิล” (Devil) ที่คอยยุแยงให้เจ้าของร่างไขว่เขวไปทางเลวร้าย แต่ก็มักเป็นข้อเสนอที่ใกล้เคียงกับความ “จริง”ในใจของเจ้าตัวมากที่สุด และมักจะถูกคานความเห็นด้วยตัว “แองเจิ้ล” (Angel) ที่มาดึงให้เจ้าตัวคิดในสิ่งที่ถูกต้องมีคุณธรรม ไม่หลงกลเดวิล หรือ “อิด” ตัวเทวดาในความคิดของจิตเรา ก็คือ “ซูเปอร์อีโก้” (Super Ego) นั่นเอง เป็นส่วนที่สูดสุดเป็นเหมือนความดีงามที่บริสุทธิ์ ประเสริฐที่สุด แล้ว อีโก้”(Ego) หล่ะ อยู่ที่ไหน “อีโก้” ก็คือตัวเรานั่นแหละ คือเจ้าของจิตที่มีตัวตนที่สุด ยืนอยู่ตรงกลางระหว่าง “อิด” (ความคิด ความต้องการที่แท้จริง ที่ทำให้มนุษย์ เท่ากับสัตว์” กับ “ซูเปอร์อีโก้” (ความดีงามที่ทำให้มนุษย์เป็นพระเจ้า) “อีโก้” เป็นคนกลางที่จะประสานและประนีประนอมความต้องการที่แท้จริงในตัวเรากับกฎเกณฑ์ หรือกฎระเบียบ หรือมารยาททางสังคม เช่น ถ้าเราเจอผู้หญิง หรือผู้ชายหน้าตาที่ตรงใจเรา “อิด”จะบอกว่า “ฉุดเลย” “เข้าไปเลย” “ไปหาเขาสิ” “ซูเปอร์อีโก้” จอปรามไว้ว่า “ อย่าเลยไม่ดีหรอก” “ละอายบ้างเถอะ” “เธอมีแฟนอยู่แล้วนะ” ส่วน “อีโก้” ก็จะมาถามตัวเองว่า “มีทางไหนที่เราจะได้เขามา โดยที่ไม่น่าเกลียดเกิน เช่น เข้าไปคุย หาจังหวะทำตัวให้เขาสนใจ หรือไม่ก็ทำให้เหมือนเรื่องบังเอิญ” ตอนนี้แหละที่ต้องออกแบบและหาเหตุผลต่างๆที่จะทำไม่ให้เจ้าของจิต ต้องเครียดระหว่างความคิดขัดแย้งสุดโต่งทั้งสองทาง เพราะมนุษย์ไม่ได้มีเพียงด้านเดียวเสมอ ความจริงใจในความหมายนี้ถ้ามองเป็น “อิด” คือ แสดงออกถึงความต้องการที่แท้จริงของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่ออยากได้ ต้องการ ก็แสดงออกเต็มที่ มุ่งหรือพุ่งเข้าไปทันที ไม่ต้องรีรอ รักก็เข้าไปกอด เกลียดก็เข้าไปตบ นี่ย่อมไม่ดีแน่ แต่ถ้าเก็บกลั้นไว้ไม่แสดงออก ก็หมดโอกาสได้เรียนรู้และมีความสุขจากความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง ดังนั้น ความจริงใจ ในความคิดผม คือ ทางสายกลาง ระหว่างความเป็นจริงของสิ่งที่เราเป็น กับที่เราจะเป็นได้จริงในสังคม ไม่มากไป ไม่น้อยไป เป็นกลางๆ ถ้าเลือกแสดงออกมากไป คนก็รับไม่ได้ ไม่แสดงออก หรือแสดงออกน้อยไป เราก็ทุกข์ เพราะ “มารยา” กับ “มารยาท” มันต่างกันที่ ตัว “ท” ท.ทหาร คือ อดทน หากเราเรียนรู้วิชาอดทนหากเราผ่านพ้นย่อมได้ทุกสิ่ง (อ้างอิง พี่เบิร์ด) นั่นแหละครับ คนเราควรจะต้องฉลาดในการแสดงความจริงใจ ต้องอดทนเมื่อเราไม่สามารถเป็นตัวของเราจริงๆได้ ถ้าลดความเป็นตัวของเราเองในบางเวลามันทำให้อะไรๆมันดีกว่า ก็เป็นเรื่องดี ที่เราจะ “ไม่จริงใจ” เสียบ้าง ก็ไม่เป็นไร เพราะความจริงใจนั้น มันยังต้องดูปัจจัยอื่นประกอบด้วยเช่น ถูกต้องหรือไม่ เป็นประโยชน์หรือไม่ มีความสุขหรือไม่ และเหมาะสมกับกาลเทศะหรือไม่ด้วยครับ ไม่อย่างนั้นความจริงใจของเราจะตกอยู่ภายใต้อำนาจของ “เดวิล” (Devil) ที่เลวร้ายแทน“แองเจิ้ล” (Angel ) August 13 รักแม่หมดใจรักแม่หมดใจ
July 27 งานคือหน้าที่คือความสุขคือการปฏิบัติธรรมผมเป็นคนสมาธิสั้น ถ้าหากต้องนั่งสมาธินานๆหล่ะก็ ผมจะไม่สามารถทำได้ไม่ว่ากรณีใดก็แล้วแต่ พอหลับตาปุ๊บ ความคิดก็แล่นปั๊บ เพราะชีวิตประจำวันผูกติดกับการเดินทางแทบจะตลอดเวลา วิ่งไปวิ่งมาอยู่แทบทุกวัน ไม่มีเวลาและวันหยุด เดินทางไปต่างจังหวัดทุกอาทิตย์ ยิ่งถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ต้องเดินทางทุกวันเหมือนกัน แม้ว่ารถราในกรุงเพทฯจะติดจนดูเหมือนว่าจะมีเวลาในการทำอะไรต่ออะไรได้หลายอย่างโดยอาศัยจังหวะที่รถติดแต่กลับเป็นตรงกันข้าม ถ้ารถยิ่งติด ผมว่าเรากลับจะต้องกังวลเรื่องเวลามากกว่าปกติ
เมื่อเคยได้ยินเพื่อนผู้สนใจในธรรมะทั้งหลายชวนไปปฏิบัติธรรม ผมจึงปฏิเสธเกือบจะทันที เหตุผลไม่ใช่เพราะว่าตัวเองเก่งกาจอะไร เพียงแต่รู้ว่าด้วยภาวะที่ฟุ้งซ่านและวุ่นวายจนเป็นนิสัยอยู่นี้อาจจะยากที่จะสงบระงับได้ ตรงข้ามอาจสร้างความวุ่นวายยังที่ที่เขาต้องการความสงบนั้นๆก็เป็นได้ แม้ผมจะพยายามบอกกับตัวเองว่าผมไม่ได้เป็นทุกข์อะไร มีความปกติสุขดีแทบทุกอย่างเพียงแต่ต้องหาวิธีการจัดการอารมณ์ร้อนที่พลุ่งพล่านต่อเนื่องอยู่บ่อยๆ เวลาที่อะไรต่ออะไรไม่ค่อยได้ดั่งใจ ผมอ่านหนังสือหลายเล่มที่เน้น How to ในการจัดการชีวิตให้เรียบง่าย แต่น่าแปลกยิ่งอ่านหนังสือเหล่านั้นก็กลับพบว่าชีวิตดูยุ่งเหยิงยิ่งขึ้น ถ้าหากมองหรือเปรียบชีวิตบางช่วงในแต่ละวัน เหมือนกับน้ำ 3 แบบ (ซึ่งประยุกต์เอาแนวทางของท่านพุทธทาสที่พูดถึงเรื่องการทำบุญมาใช้) ชีวิตเราก็เหมือนกับการอาบน้ำทั้ง 3 แบบ คือ แบบแรกเมื่อเวลาที่เรากำลังโกรธ กำลังไม่สบายใจ ท้อแท้ หดหู่ สิ้นหวัง หรือหมดกำลังใจ อึดอัด หรือเรียกรวมๆว่าเป็นทุกข์ ก็เหมือนกับเรากำลังอาบน้ำโคลนอยู่ คือ จิตใจเราเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ด้วยตัวมันเอง แต่ก็ต้องคิดดูให้ดีว่าที่จริงปัญหาที่เปรียบเสมือนโคลนนั่นน่ะ มันก็เลอะ เละ ของมันอย่างนั้น ตราบที่เรารู้ทันและหลบเลี่ยงไม่ให้ไปเกลือกกลั้วจนตัวต้องเลอะเทอะก็เป็นอันว่ามันก็ไม่น่าจะทำอะไรเราได้ แต่นี่กลับเป็นเหมือนตรงกันข้ามนะครับผมว่า คนเราไม่เพียงแต่ไม่อยู่ห่างไกลความทุกข์หรือสิ่งสกปรกที่ว่า บ่อยครั้งเรากลับเอาสิ่งสกปรกเหล่านั้นมาอาบหรือราด “ใจ” จนมันหนัก เหนื่อย หรือเลอะไปหมดก็มี แบบต่อมาเหมือนกับอาบน้ำหอมนั่นหละครับ ฟังดูแล้วอาจรู้สึกว่า เอ๊ะ อันนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะคนเราก็ต้องชอบและชื่นชน นิยมให้ตัวเรามีกลิ่นหอม เป็นที่รักที่รู้จักของคนทั่วไปอย่างน้อยก็ดีกว่าแบบแรกนั่นแหละ มองในแง่หนึ่งอาจเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าหากเปรียบกลิ่นหอมเหมือนอารมณ์ อารมณ์ที่มีกลิ่นหอม หรือต้องแต่ง ต้องปรุงให้หอมอยู่ตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่ฤทธิ์ของน้ำหอมที่ฉีดพ่นนั้นหมดลง ก็ดูเหมือนว่าตัวอาจหมดความหมาย หรือหมดคุณค่าและความสำคัญไปเลยก็อาจเป็นไปได้ มองคนในสมัยนี้ทุกคนก็ต่างอยากให้ตัวเองโดดเด่นและดูดีสายตาของคนทุกคน ยิ่งเป็นคนที่เรารักด้วยแล้ว การอาบรดจิตใจเราด้วยน้ำหอม ก็เหมือนคนที่พยายามหรือต้องการมีความสุขให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ไม่ว่าน้ำหอมนั้นยี่ห้อไหน หรือราคาแพงแค่ไหนถ้าหากมันทำให้เราดูดีหรือมีกลิ่นที่หอมชวนชมได้ ผมเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านอาจจะบอกว่า ก็มันแน่นอนอยู่แล้วที่ฉันจะต้องเป็นเจ้าของกลิ่นกายที่หอมหวนนั้น ทั้งๆที่มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับมิตรภาพและความจริงใจที่เราควรมีให้แก่กัน แต่ก็ดูเหมือนว่านับวันสิ่งเหล่านี้ได้เข้ามาแทนที่ความรู้สึกที่แท้จริงจนคนเราต้องปกปิดมันไว้ตลอดเวลาไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และรู้สึกว่ามันเป็นส่วนที่สำคัญสำหรับชีวิตเราไปเสียแล้วก็ว่าได้ สุดท้าย อารมณ์ที่เหมือนกับน้ำสะอาด ผมอยากให้ท่านลองหลับตาแล้วลองคิดว่ามีน้ำสะอาดบริสุทธิ์ไหลผ่านตัวท่านตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเลย ไหลเข้าไปในตัวเรา ชำระล้างสิ่งที่สกปรกออกจากตัวเราจนหมด ไม่เหลือความไม่ดีอะไรไว้ ชำระเข้าไปในใจที่กำลังเหนื่อยหน่าย หดหู่ ท้อแท้ และสิ้นหวังของเราจนมันสะอาดโล่งและสบายขึ้นมามาก น้ำสะอาดนี้เราสามารถดื่มกินเข้าไปได้อย่างไม่ต้องเกรงว่าจะมีอะไรปนเปื้อน ก็เหมือนกับการจัดการอารมณ์ที่ผมได้สมมติให้กับตัวเองเป็นประจำเวลาที่รู้สึกว่ากำลังจะเริ่มเอาน้ำโคลนมาสาดให้กับตัวเอง ผมจะรีบสลัดมันออกไป และบอกกับตัวเองว่า “นี่ฉันไม่ต้องการเธอนะเจ้าน้ำโคลน ที่ฉันต้องการน่ะคือ น้ำสะอาด” ว่าแล้วก็ลองจินตนาการให้น้ำสะอาดมันไหลผ่านตัวเรา หรือเจาะจงเป็นที่ที่ไป ให้มันรู้สึกจริงๆน่ะครับว่ามันทั้งสะอาด ทั้งบริสุทธิ์ และช่วยให้เราสดชื่นจริง ๆ ก็เหมือนกับอารมณ์ของคนเรานั่นแหละครับ ถ้าจะเปรียบว่าน้ำโคลนเหมือนอารมณ์ที่ขุ่น น้ำหอมเหมือนอารมณ์ที่ร่าเริง เบิกบาน และน้ำสะอาดเหมือนอารมณ์ที่สงบ สบาย เราคงมีหลายอารมณ์ในหนึ่งวัน เพียงแต่ในช่วงเวลาที่เราต้องการความสุขที่สุด ก็เหมือนกับเรากำลังเอาน้ำหอมราดให้กับตัวเราเพราะคิดว่ามันจะช่วยให้เรามีความสุข ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ผมกลับคิดว่า ถ้าเราต้องเอาน้ำหอมราดหรืออาบพรมตัวเราบ่อยๆ มันอาจทำให้เราต้องวุ่นวายเพิ่มขึ้นมากมายทีเดียว เพราะแค่คิดว่าวันนี้ฉันจะใช้น้ำหอมยี่ห้ออะไร ใครจะเห็นและจะได้กลิ่นหรือป่าวว่าน้ำหอมของฉันนั้นหอมหรือราคาแพงขนาดไหน อะไรทำนองนี้ก็มีให้เห็นกันเยอะแยะ เราน่าจะอาบน้ำสะอาดกันให้มากขึ้นนะครับ December 18 เรื่อง ฉันจึงมาหาความหมาย [บทความ 25 ปี ม.อ.ส.]เดิมทีผมเคยคิดว่าอาสาสมัคร คือ คนที่ไม่มีอะไรทำ และมีเวลาว่างมากๆ จึงไปเป็นอาสาสมัคร หรือไม่ก็ได้รับเงินตอบแทนที่สูง จนยอมทิ้งทุกอย่างไปทำงานที่ยุ่งยากเหล่านั้น
ความคิดทั้งสองแบบอาจจะสุดโต่งและผิดโดยสิ้นเชิง เมื่อผมได้มีโอกาสสัมผัสกับงานอาสาสมัคร ครั้งแรก ๆ เมื่อตอนเป็นวัยรุ่น โดยการนำของพ่อผม พ่อผมเป็น ฮีโร่ของผมในทุกเรื่อง ครั้งนั้น แถวบ้านเรามีการขุดลอกท่อระบายน้ำกัน พ่อไม่รอช้าให้ผมไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นชุดเก่า พร้อมสกปรกได้ เตรียมลุย ส่วนพ่อถอดเสื้อ ใส่เพียงกางเกงขาสั้นตัวหนึ่ง ผมก็เอาอย่างบ้าง เพราะรู้ว่างานข้างหน้าจะต้องเผชิญหน้ากับอะไร
ผมไม่เคยเกี่ยงงานที่พ่อสั่ง จะตั้งใจและเต็มใจทำอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับครั้งนี้ เพียงแต่เมื่อแรกเริ่มที่คิดว่า เราจะต้องเลอะเทอะ และเหม็นฉุนกลิ่นท่อระบายน้ำ ผมก็นึกแขยง อยู่ในใจ เพราะนั่นเป็นครั้งแรกจริง แต่พ่อไม่เพียงแต่ไม่แสดงอาการรังเกียจ กับตรงเข้าไปช่วยคนอีก 4-5 คนที่ลงไปเอาตะแกรงเหล็กฝังลงไปในโคลนเลนก้นท่อ อย่างขะมักเขม้น ผมทำหน้าที่ดึงเชือกจากด้านบน เพื่อลากเอาตะแกรงลอกสิ่งสกปรกและขยะขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ
เมื่อเราเริ่มลงมือ ก็มีคนจำนวนหนึ่งในแถวบ้านเริ่มทยอยกันเข้ามาช่วยเรามากขึ้น จากเดิมที่รู้สึกว่างานนี้เป็นงานที่น่าอายก็กลายเป็นความภูมิใจ เพราะเราได้ช่วยคนอื่นและคนอื่นก็มาช่วยเรา ที่สำคัญเราได้ช่วยกัน ช่วยทำให้ท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะของเรา สะอาดขึ้น โล่งขึ้น เมื่อเวลาที่ฝนตกหนัก ๆ น้ำก็ไม่ท่วม เพราะไม่มีสิ่งสกปรกอุดตันอยู่ในท่อ เราทำงานนั้นอยู่หลายชั่วโมง กลิ่นเหม็นของน้ำเน่าเคล้ากับกลิ่นเหงื่อไคลที่ไหลย้อย ย้อมใจของเราให้อดทนและเสียสละมากขึ้น ยิ่งได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของคนในซอยเล็ก ๆ มาช่วยกันคนละไม้คนละมือไม้เว้นแม้แต่ผู้หญิงและเด็ก นอกจากจะช่วยลอกโคลนตมสิ่งสกปรกจากท่อแล้ว เหมือนความเห็นแก่ตัวที่หมักหมกนอนนิ่งอยู่ในใจของเราก็ถูกลอกออกไปบ้างเหมือนกัน ยิ่งพอเสร็จงานหลังช่วยกันยกฝาท่อระบายน้ำปิดกลับ ผมแทบไม่อยากให้มันปิดกลับ เพราะกลัวว่าเวลาที่เราในซอยจะได้มาช่วยกันแบบนี้ จะต้องรอนานจนอดใจไม่ไหว เพราะมันสนุก และมีความสุข ที่เราได้เห็นคนในซอยซึ่งเราแทบไม่ค่อยได้มีโอกาสคุยกัน หรือบางทีก็กระทบกระทั่งกันด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ โดยเฉพาะเมื่อตอนที่หมาของผมไปฉี่ หรือ อึ ใส่หน้าบ้านไม่ก็รถที่เขาจอดหน้าบ้าน ผมแทบไม่มีหน้าหรือกล้าไปขอโทษเขาเองเลย แต่พอมีงานแบบนี้ งานของพวกเราทุกคน เป็นงานที่ต้องใช้ทั้งแรงกายแรงใจ ทั้งขุดทั้งลาก ลอกท่อให้สะอาด กลับช่วยลากให้ทุกคนออกมาช่วยกันโดยไม่ต้องใช้แรงมากมาย เป็นงานของคนกลุ่มในซอยเล็กๆ ซึ่งได้จุดประกายความเป็นอาสาสมัคร ให้ผมนับแต่นั้นมา
เมื่อโตขึ้นผมเรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตในสังคมที่ต้องแข่งขันกันแทบทุกอย่างอย่างทุกวันนี้ เป็นเรื่องที่อึดอัดและทรมานอยู่พอสมควร ยิ่งเป็นเด็กอ่อนแอและอ่อนไหวอย่างผมแล้ว ผมยิ่งรู้สึกเจ็บปวดกับมันได้ง่ายมาก ผมไม่เคยคิดจะแข่งขันกับใคร เพราะผมกลัวผิดหวัง โชคดีที่ผมไม่ถูกคาดหวังในเรื่องการดำเนินชึวิตมากนัก แต่เหมือนผมก็ต้องเรียนรู้ได้เองเหมือนกันว่า เราต้องแข่งขันกับตัวเราเอง และสังคมรอบข้างก็ถีบเราให้เข้าสู่เวทีแห่งการแข่งขันอย่างไม่มีทางเลือกเสมอ ตั้งแต่แข่งกันเรียน แข่งกันสอบเข้ามหาวิทยาลัย แข่งกันเป็นคนเก่ง คนดี คนมีความสุข พอโตขึ้นอีก ก็แข่งกันรวย แข่งกันมีสถานภาพทางสังคมที่สูง เป็นคนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนอื่น ยิ่งเด่น ยิ่งดัง ยิ่งดี
ผมเองก็ไม่ต่างมากนัก ผมเข้าสู่ระบบสังคมบริโภควัตถุนิยมเมื่อตอนได้เข้าวงการบันเทิง เป็นดาราถ่ายละครเรื่องแรก เรื่อง "ทอฝันกับมาวิน" จากเด็กธรรมดา ที่ไม่เคยสนใจเรื่องของการแข่งขันโอ้อวดเรื่องรูปร่างหน้าตาและข้าวของเครื่องใช้ ก็เริ่มหลงและฟุ้งเฟ้อ รบเร้าขอให้พ่อซื้อมือถือให้ ตามรุ่นและยี่ห้อเดียวกับดาราคนหนึ่งในเรื่องนี้ ซึ่งพ่อก็จำยอมซื้อให้ผม เพราะผมงอแงเอาการ เครื่องนั้น ราคาในสมัยเมื่อ 10 ปีก่อน อยู่ที่ สามหมื่นหกพันบาทถ้วน ผมอธิบายไม่ถูกว่าผมรู้สึกสุขหรือทุกข์ รู้แต่ว่าพ่อแม่ของผมไม่ค่อยมีความสุขนัก ที่ผมกลายเป็นคนฟุ้งเฟ้อ แม้ผมจะพยายามยกข้ออ้างเชิงเหตุผลชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเพียงใดก็ตาม แต่ลึกๆ ผมเองก็ขัดแย้งและปวดร้าวอยู่เหมือนกัน
ความเห็นแก่ตัว ก่อตัวขึ้นเมื่อเรากลายเป็นสินค้าในหีบห่อที่จัดแต่งและจัดตั้ง วางไว้บนหิ้งแห่งมายานิยม บทบาทและความเป็นไปในชีวิตที่ถูกกำกับและกำหนดทางเดินให้เพลิดเพลินกับชื่อเสียงและเงินตรา ผมเป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่ง การสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองที่ผมโหยหา เริ่มทำให้ผมแสวงหาความเข้มแข็งและที่ยึดเหนี่ยวในจิตใจมากยิ่งขึ้น แต่ผมก็ยังไร้ปัญญา ไม่รู้ว่า สิ่งที่เราเป็นมันไม่ดีตรงไหน ผมแสวงหาความจริงที่ตัวเองต้องการ ผมมีหลายสิ่งที่ผู้คนทั้งหลายอยากมี แต่ผมรู้ว่านั่นไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงของผม ผมเหนื่อย อึดอัด และทุกข์ ที่ต้องแข่งขันเพื่อหาเงินทอง
ก่อนที่พ่อผมจะจากไปไม่นาน ความพยายามที่จะหาแก่นแท้ของชีวิตและคุณค่าที่แท้ของตัวเราได้เริ่มขึ้นด้วยงานอาสาสมัคร ที่มูลนิธิศุภนิมิต เพราะต้องไปฝึกงานตอนปี 3 แล้วผมเป็นคนเดียวในคลาสที่มีงานทำอยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวลเรื่องหาที่ทำงานเหมือนเพื่อน ๆ ก็เลยเลือกไปฝึกงานที่มูลนิธิ ตามคำแนะนำของกัลยาณมิตรคนหนึ่ง
ผมชอบงานของมูลนิธินี้ เป็นงานช่วยเด็ก ช่วยเด็กเร่ร่อน เด็กที่ถูกทอดทิ้ง เด็กที่มีปัญหาแทบทุกรูปแบบ เป็นการช่วยเพื่อพัฒนา เป็นการหาคนมาอุปการะพวกเขา เดือนละ 450 บาทหรือวันละ 15 บาทเท่านั้น ผมพบว่าเด็กบางคนต้องอยู่ในบ้านซึ่งอาจจะเล็กกว่าห้องน้ำของห้างสรรพสินค้าบางแห่งด้วยซ้ำ แออัดกันถึง 12-13 ชีวิต ก็มี อย่างครอบครัวหนึ่งที่ได้ไปเยี่ยม ผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มท้องกว่า 9 เดือนแต่ยังไม่คลอดที ยังมีลูกน้อยอายุ 2 เดือนซึ่งไม่สบายอยู่จนผมได้มีโอกาสสัมผัสตัวและพบว่าเป็นเด็กที่ตัวร้อนสูงมากๆ แต่แม่ทำได้แค่เพียง เอายาพาราเซตตามอนมาละลายน้ำแล้วให้เด็กกิน ยังไม่นับถึงความลำบากของลูก อีก 9 คน ที่ต้องสลับกันไปโรงเรียนอีก เราได้มีโอกาสพาพวกเขาไปรักษาพยาบาล ผมตื้นเต้นและตื้นตันมาก ผลปรากฏว่า ลูกคนสุดท้อง ป่วยเป็นปอดบวม ส่วนคนอยู่ในท้องก็แท้งเสียแล้ว แต่เราก็ยังช่วยทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นบ้าง แม้เพียงเสี้ยวเดียวก็ตาม....ซึ่งมันเป็นความสุข ความสุขที่ไม่มีวันหมดอายุ ยิ่งผ่านเวลาไปสิ่งที่เราคิดว่าเราได้ให้ความสุขกับเขา แต่ที่จริง เขาต่างหากที่ให้ความสุขกับเรา
หลังจากนั้นผมเริ่มเห็น เห็นด้วยใจและเห็นใจต่อคนอื่นมากขึ้น ผมรู้สึกว่า บ่อยครั้งที่เรารู้สึกว่าชีวิตเราแย่ แต่เมื่อครั้งใดที่เรานึกว่ายังมีคนเดือดร้อนมากกว่าเรา ปัญหาของเรามันกลายเป็นเรื่องเล็กนิดเดียวไปเลย
เพราะจิตแห่งอาสาสมัคร มันช่วยหล่อหลอมให้ผมได้เป็น มนุษย์มากยิ่งขึ้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้ช่วยคนอื่น เราได้ลดความเห็นแก่ตัว เราก็ใกล้ความเป็นมนุษย์มากขึ้นจริงๆ
ผมเชื่อว่า ทุกคนมีจิตใจที่ดีงามเป็นรากฐานเพียงแต่สังคมและสิ่งแวดล้อมของเราทุกวันนี้ มันย้อมให้คนแต่ละคนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่บ่อยครั้งการดิ้นรนนั้นเป็นความต้องการที่เกินความจำเป็นของชีวิต เราเคยทำมาหากินอย่างพอเพียง มีกินมีใช้ เหลือก็เก็บ พึ่งตนเองและเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ กลายเป็นว่า เราต้องทำมาหาเก็บ ทำมาหาเกินและทำมาหาโกง ที่น่ากลัวคือ สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นค่านิยมและบรรทัดฐานของสังคมไทยและสังคมโลกไปเสียแล้ว
ท้ายนี้จึงขอขอบคุณคุณพ่อผู้ล่วงลับ ที่ได้มอบมรดกที่ยิ่งใหญ่ให้กับลูก คือ การเรียนรู้ว่าชีวิตมี "คุณค่า" ที่ความเสียสละและช่วยเหลือผู้อื่น มากกว่าแค่ "มูลค่า" ของทรัพย์สมบัติที่เราได้มาและพอกพูนให้เราเป็นคนเห็นแก่ตัวถ่ายเดียว
ขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ ใจดีในหลายองค์กร มูลนิธิ และชุมชน ที่ทำให้ผมได้มีชีวิตใหม่ในสังคมที่ผมแทบหมดแรงและหมดหวังจนกลายเป็นคนเบื่อโลกไปพักหนึ่ง ทุกวันนี้ ผมมีงานทำทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด แต่ผมกลับรู้สึกว่าความเหน็ดเหนื่อยของผมนั้นมันช่างคุ้มค่าและมีความหมายมาก อย่างน้อยถ้าผมต้องจากโลกนี้ไป ผมคงบอกกับทุกคนได้อย่างเต็มปากเต็มคำและเต็มภาคภูมิว่า "ผมไม่เสียชาติเกิด ยังมีอะไรดีฝากไว้ให้โลกใบนี้บ้าง" และถ้าเขาถามว่า "ทำดีได้อะไร" หรือ "ทำไปแล้วได้อะไร" ผมก็จะบอกเขาเหมือนที่ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกผมว่า "ทำดีได้ดีที่ได้ทำ"
สุดท้ายขอเป็นกำลังใจให้กับอาสาสมัครทุกคน ผมเชื่อว่า อาสาสมัคร คือ มนุษย์ที่เสียสละ เราต้องพยายามพัฒนาและฝึกฝนตนเองให้พึ่งตนเองให้ได้ พร้อมๆ กับเป็นที่พึ่งของคนอื่นให้ได้ด้วย เพราะนั่นเท่ากับว่าชีวิตของเราไม่ได้หมดไปอย่างรกโลก
เผื่อแผ่พอเพียงพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระประสงค์ให้พวกเราดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็นหลักใหญ่ที่ทุกภาคส่วนของประเทศควรจะร่วมสร้างจิตสำนึกและค่านิยมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่นโยบายการบริหารและพัฒนาประเทศ ตลอดทั้งบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกระดับ โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่ถือว่าเป็นหัวใจแห่งการสื่อสารสาระปัญญาอันประเสริฐทั้งหลายให้กับคนทุกรุ่น
ในวัฒนธรรมจีนการประหยัดโดยคำนึงถึงคุณค่าแท้นั้นเป็นสิ่งที่คู่กับการพัฒนสังคมอย่างยาวนาน ดังสมัยราชวงศ์ฮั่น มีขุนนางท่านหนึ่งชื่อ "ฝู่เฉิน" เป็นนายอำเภอผิงเอวี้ยน ในวัยเด็กแม้จะอัตคัดขัดสน แต่ท่านก็อดทนใฝ่หาครูผู้รู้ช่วยอบรมบ่มเพาะให้การศึกษาเล่าเรียนทั้งโรงเรียนและครอบครัว โดยเฉพาะบิดาของเขามีนิสัยประหยัดอดทน ขยันหมั่นเพียรและเสียสละยิ่ง แม้ว่าตัวเองจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ก็มิเคยคำนึงถึงความสุขสบายส่วนตัว คำนึงถึงลูกหลานและราษฎรมาก่อน จนเมื่อเติบใหญ่ได้เจริญรอยตามพ่อเป็นขุนนางก็ได้รับอิทธิพลจากการเรียนรู้ผ่านตัวแบบที่ดี จึงเป็นที่รักของราษฎร และด้วยความซื่อสัตย์ภักดี มีความกตัญญู เที่ยงธรรมและมีเมตตายิ่ง คราหนึ่ง เกิดศึกชิงราชบัลลังก์ วีรชนมากมายออกมาปรากฏเพื่อกอบกู้สถานการณ์ บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤต ประชาชนเผชิญทุกโทมนัสอย่างยิ่งยวด
ขุนนางกังฉินขี้ฉ้อต่างกอบโกยผลประโยชน์เอื้อต่อพวกพ้องและเครือญาติหาได้สนใจใยดีความเป็นอยู่ของประชาราษฎรอย่างแท้จริงไม่ มีเพียงฝู่เฉินที่เดินทางไปให้ความช่วยเหลือและหาทางให้พวกเขาพยายามยืนหยัดต่อสู้ นำความรู้ช่วยให้ประชาชนพัฒนาตนเองให้เป็นที่พึ่งของตนและผู้อื่นอย่างไม่ย่อท้อ ต่อความยากลำบากใดๆ ครั้นเมื่อกลับมาถึงบ้านภรรยายกสำรับอาหารมาจัดวางไว้ แม้ทั้งเหนื่อยและหิว แม้อาหารจะมิได้วิเศษเลิศเลอแต่ประการใด แต่เมื่อเทียบกับประชาชนที่ยากไร้ที่แม้ข้าวสักมื้อยังไม่มีจะกินกัน เขาก็มิอาจกล้ำกลืนฝืนกินอาหารเหล่านั้นลงได้
ท่านฝู่เฉิน ถอนหายใจยาวรำพึงกับภรรยาว่า "ยามนี้เหล่าราษฎรต่างอนาทรร้อนใจในความทุกข์ยาก ไฉนเลยเรายังกลืนกินอาหารตรงหน้าได้อย่างไม่ละอายใจ" ภรรยาท่านได้ฟังก็สะเทือนใจไปด้วย ตั้งแต่นั้นมาในบ้านของท่านทุกคนล้วนลดอาหารรับประทานแต่ข้าวต้มเมล็ดหยาบและกับข้าวธรรมดาๆ เพียงอย่างเดียว เงินเดือนข้าราชการที่น้อยนิด ก็เก็บเจียดเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน ที่เหลือส่วนใหญ่ก็แจกจ่ายช่วยเหลือราษฎร ทุกคนในบ้านแม้เป็นข้ารับใช้ ต่างพร้อมใจจงรักปฏิบัติตามวิถีวิญญูชนเยี่ยงอย่างนายไม่ปริปาก
ต่อมาสถานการณ์เลวร้ายได้ผ่านพ้นไป เขาได้รับพระราชทานตำแหน่งสูงสุดของขุนนางในสมัยนั้น ครั้นคราท่านละโลกจากไป บุตรชายก็ได้รับพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์ต่างๆ สืบสุขสมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง
อันเป็นไปตามสุภาษิตจีนที่กล่าวว่า "หนทางแห่งความสบายนั้นลำบาก แต่หนทางของความลำบากนั้นสบาย" นั่นเอง คุรุโลหิตเมื่อกล่าวถึงยุคมืดในประวัติศาสตร์การศึกษาและปราชญ์จีน หนึ่งในนั้นคือ ราชวงศ์ฉินในยุคจั้นกั๋ว ซึ่งปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของจักรพรรดิผู้ซึ่งเมื่ออายุเพียง 34 พรรษา ได้มีราชโองการสั่งเผาตำราและสังหารนักปราชญ์ราชบัณฑิตด้วยการฝังทั้งเป็นถึงกว่า 460 ชีวิต อะไรคือเหตุแห่งโศกนาฏกรรมครั้งนั้นและมันได้สอนอะไรเราในครั้งนี้ การหลั่งเลือดชโลมแผ่นดินเพื่อสังเวยอำนาจอยุติธรรมของนักปราชญ์ทั้งหลายนั้นมิได้เพิ่งเกิดขึ้นแต่เกิดขึ้นเมื่อเกือบสามพันปีล่วงแล้ว
เมื่อนครรัฐต่างๆ ทางภาคตะวันออกต่างทำสงครามแก่งแย่งแบ่งแยกดินแดนประหัตประหารเพื่อนพ้องร่วมชาติอย่างขาดสติ ทั้งที่บางตระกูลก็มาจากสายราชวงศ์เดียวกันคือ ราชวงศ์โจว ที่แม้มีอายุถึงแปดร้อยปี นับว่ายืนยาวที่สุดของจีนและของโลกด้วย แต่ก็ต้องดับสูญด้วยน้ำมือของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งผู้สถาปนาราชวงศ์ของตนขึ้นใหม่เป็นราชวงศ์ที่แม้ว่ายิ่งใหญ่ และมีผู้กล่าวถึงมากที่สุด แต่ก็อายุสั้นที่สุด คือ ฉินสื่อหวงตี้ หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ นั่นเอง
เบื้องหลังของมหาราชันบนบัลลังก์มังกรพระองค์นี้ มีบุคคลชั้นครูปูทางลาดพระบาทด้วยพรมโลหิตให้แก่พระองค์ เขาผู้นั้นคือ หลี่ซือ ผู้พลิกชะตาชีวิตฉินอ๋องเจิ้ง กษัตริย์หนุ่มผู้มีสายเลือดพ่อค้าให้เถลิงราชอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้น ในพระชนมายุ 26 พรรษา พระองค์ทรงแต่งตั้งให้หลี่ซือเขยิบตำแหน่งจากราชเลขาธิการขึ้นมาเป็นสมุหกลาโหม มีอำนาจในการบัญชาการทหารทุกกรมกอง แม้ทหารรักษาพระองค์และหัวหน้าองค์การลับทั้งหลาย ภายในระยะเวลาสิบสองปี หลี่ซือใช้ยุทธวิธีเลือดล้างเมือง
คราครั้งใดได้ชัยในสงครามย่อมหมายถึงหายนะของตระกูลชั้นปกครองของบ้านเมืองนั้น โดยเฉพาะการสังหารหมู่ด้วยการฝังทั้งเป็นนักวิชาการ ผู้วิพากษ์การปกครองและการเมืองในยุคนั้น
เหตุเกิดจากน้ำผึ้งหยดเดียวในงานเลี้ยงต่อหน้าพระพักตร์หน้าตำหนักอาฝาง เมื่อนักวิชาการคนหนึ่งชื่อ "ฉุนยีเยียะ" เป็นคนเมืองฉี และเป็นคนสนิทของสนมคนโปรดของฉินสื่อหวง ครั้นเสพสุราจนเมาเต็มที่ก็กล่าวบริภาษ วิพากษ์วิจารณ์การเมืองตำหนิการบริหารบ้านเมืองของฝ่ายรัฐบาลกลาง สร้างความคับข้องและคับแค้นใจให้หลี่ซือซึ่งอยู่ในฐานะจำเลยสาธารณะของสังคม จึงถวายสาส์นลับ เป็นใจความสำคัญให้เผาทำลายตำรากฎหมายทั้งปวงที่ไม่ใช่ของรัฐฉินอันเป็นสาเหตุให้เกิดกบฏได้ รวมทั้งผู้ใดบังอาจท่องโคลงกวีโบราณหรือกล่าวข้อความพาดพิงวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ของบ้านเมืองหรืออ้างอิงตำราเก่ามาเทียบปัจจุบันต้องรับโทษสถานหนักประหารชีวิตทั้งครอบครัว ทำให้ราษฎรต้องใช้ชีวิตบนความหวาดกลัวและขลาดเขลายิ่ง
ในบั้นปลายชีวิตการประชวรของพระองค์ทำให้ทรงหวั่นวิตกในเรื่องสังขารขึ้นมา จึงประสงค์จะได้ยาอายุวัฒนะ เป็นเหตุให้ ฉีฟุได้ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อลวงให้พระองค์ต้องกลอุบายพระราชทานเงินทองจำนวนมากพร้อมบริวารหลายพันคนเพื่อไปนำสมุนไพรมาปรุงเป็นยา แต่หามียาใดๆ ไม่ มีเพียง "อาญา" รออยู่หากเขาหวนคืนกลับไป
ตามประวัติกล่าวว่า ดินแดนบูรพาที่ฉีฟุไปได้ตั้งเป็นประเทศญี่ปุ่นนับแต่นั้น ย่างเข้า 48 พรรษาของฉินสื่อหวง นักวิชาการและสื่อมวลชนสมัยนั้นวิพากษ์วิจารณ์และปล่อยข่าวในทางเสื่อมเสียต่อเขา หลี่ซือเห็นเป็นจังหวะขจัดเสี้ยนหนามในใจ สั่งขุดหลุมใหญ่ยืนรายล้อมด้วยนักวิชาการ นักการศึกษา สานุศิษย์ของขงจื่อ ปัญญาชน ครูอาจารย์ สิ้นเสียงสั่งสังหารทุกชีวิตกลับกลิ้งกลมลงหลุม
ตำราที่เก็บซ่อนหรือทำใหม่กลับกลายเป็นอาวุธที่ถูกโยนถมทับสลับหินดินที่พรั่งพรูดั่งแผ่นดินถล่ม
นับเป็นโศกนาฏกรรมของปัญญาชนในยุคนั้น แม้ว่าจะกลบร่างและเสียงวิจารณ์ได้เงียบสนิท แต่กลับเป็นเสียงก่นด่าประณามการกระทำที่พยายามปิดซ่อนความผิดของตนและพวกพ้อง ซึ่งจักดังกึกก้องอยู่ในสำนึกแห่งประวัติศาสตร์ตราบนานเท่านาน |
||||
|
|