| eee's profileความรักเปรียบเสมือน เหมื...PhotosBlogLists | Help |
|
May 11 ส่งต่อน้ำใจไปข้างหน้าหลายวันนี้ผมได้รับการอุปการคุณจากพี่สาวแสนดีคนหนึ่งที่คอยเกื้อหนุนและช่วยมาร่วมแรงร่วมใจทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในมุมกว้างเริ่มจากช่วยจัดรายการวิทยุเกี่ยวกับการส่งเสริมการอ่านที่ผมทำอยู่เป็นประจำ พี่สาวคนนี้ก็อุตสาหะพยายามแบ่งปันเวลาที่มีค่ายิ่งของเธอมาช่วยอ่านอัดรายการเพื่อให้เด็กๆได้ฟังกัน พร้อมทั้งแนะนำเคล็ดลับในการพากษ์เสียงสูงต่ำน่ารักๆ ให้น้องๆ ได้ฟังตามคาแรกเตอร์ของตัวละครในเรื่องนั้นๆ ที่เราอ่าน ผมเชื่อว่าความเสียสละและความมีน้ำใจที่ได้รับนี้เป็นกำลังที่ดีในการทำงานของผมและคนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวผม เพราะพวกเราส่วนใหญ่ทำงานโดยไม่มีค่าจ้างค่าตอบแทนเป็นเงินทอง แต่เราได้ค่าตอบแทนที่มีค่ากว่านั้น คือ ความสุขที่ผู้อื่นจะได้รับจากการทำหน้าที่ของเรา รวมทั้งเพื่อนดีๆที่เข้าใจ เห็นใจ และตั้งใจมามีส่วนร่วมกับงานของเรา ทำให้สิ่งดีๆที่เราคิดจะทำและทำอยู่นั้นสำเร็จไปได้ด้วยดี ทุกวันนี้ผู้คนมากมายดิ้นรนแสวงหาเงินทองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อนำมาซื้อความสุขสบายตามสไตล์ที่ตนเองชอบ การแข่งขัน เบียดเบียนและไขว่คว้าอย่างไร้ขอบเขตจึงเกิดขึ้นทุกๆที่ แล้วเราจะมีความสุขอยู่ได้ยาวนานและยั่งยืนแค่ไหนหากคนรอบข้างเรามีแต่ความทุกข์ ผมประทับใจมากๆ สำหรับหนังฝรั่งเรื่องหนึ่ง ซึ่งดูมานานแล้ว เป็นหนังฟอร์มเล็กๆ นักแสดงก็หน้าใหม่ไม่ได้มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักอะไร ที่สำคัญยังเป็นเด็กด้วยซ้ำผมจำไม่ได้ครับว่าเขาชื่ออะไร รู้แต่ชื่อหนังชื่อว่า “pay it forward” ครับ หลายคนที่เคยได้ชมเรื่องนี้คงแอบยิ้มน้อยๆ หลังร้องอ๋อเพราะต้องค่อยๆนึกย้อนย้อนกลับไปในอดีตที่สดใสและอบอุ่นจากการให้ของเด็กชายวัย 11 ขวบคนนี้ ผมจำได้ว่าเนื้อเรื่องนำเสนอง่ายมากด้วยจินตนาการของผู้กำกับหรือผู้เขียนบทก็ตาม เริ่มที่โรงเรียนประถมเกรด 5 ก็ราวป.ห้านั่นแหละครับ ยังเด็กอยู่มากๆ แต่ได้รับมอบหมายการบ้านที่ยิ่งใหญ่จากคุณครูให้ไปช่วยใครก็ได้ที่เขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ 3 คน เด็กทุกคนในชั้นต่างส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันให้แซด “อะไรกันเด็กอย่างพวกเราเนี่ยนะจะไปช่วยใครเขาได้” หนึ่งในนั้นเริ่มพูดขึ้น “นั่นนะสิ แถมยังตั้ง 3 คนด้วยแนะ แล้วเราจะไปทำได้ไงเนี่ย” อีกคนเห็นด้วยพร้อมด้วยหน้าเซ็งๆสุดๆ “แล้วจะส่งคุณครูยังไงเนี่ย” เด็กน้อยตาใส ถามอย่างอดสงสัยไม่ได้ในโจทย์ที่คุณครูมอบให้นี้ แต่ละข้อคำถามของพวกเขาน่าสงสัยจนทำให้ผมอดคิดตามไม่ได้เช่นกัน “นั่นสินะจะทำยังไง ยังดูเด็กๆอยู่เลยนี่นา แล้วจะส่งยังไงหล่ะ อย่าว่าแต่เด็กเลยต่อให้เป็นผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำโจทย์จากครูนี่ได้ง่ายๆเลยนี่นะ” กล้องค่อยซูมเข้าหน้าเด็กชายตัวน้อยทำให้เราได้เห็นแววตาที่สดใสของหนูน้อยซึ่งรับบทพระเอกในเรื่องนี้เป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง เขาจะทำอย่างไร ถึงจะช่วยคนอื่นได้อีก 3 คน ในขณะที่เขายังอายุเพิ่งจะ 11 ขวบเท่านั้นนี่นา เอ ถ้าเป็นคุณหล่ะครับคุณจะทำอย่างไร ภาพเริ่มที่เช้าวันใหม่ที่บ้านของใครคนหนึ่ง ซึ่งคงจะเป็นคำตอบสำหรับผู้ชมอย่างผม ผู้หญิงคนหนึ่งเดินลงจากบันไดบ้านพลางหันมาพูดกับใครบางคนที่โต๊ะอาหารด้านขวามือเธอ เมื่อพูดจบตาที่จ้องเขม็งบนโต๊ะอาหารจนเกือบจะถลนออกมาก็ทำเอาเธอกรีดร้องเสียงแหลมเหมือนตกใจกับภาพอะไรบางอย่างที่อยู่ตรงนั้น แล้วเธอก็สลบลง เมื่อภาพเป็นอย่างนี้ทำให้ผมซึ่งกำลังเบลอนิดๆ เพราะเป็นการดู VCD รอบดึกของผมต้องตื่นมาตั้งใจดูเพิ่มขึ้นสักนิด ว่าเกิดอะไรขึ้น กล้องย้ายมุมมาจับที่โต๊ะอาหารต้นเหตุที่ทำให้ผู้หญิงคนนั้นล้มตึงไปพบเป็นชายอาคันตุกะคล้ายขอทาน เพราะการแต่งตัวทั้งมอมแมมจนเกินกว่าจะเป็นเจ้าของบ้านเช่นเดียวกับหญิงคนเมื่อครู่ที่นอนแอ้งแม้งไม่รู้ตัว อีกทั้งการกินอาหารก็มูมมอม ตะกละตะกลามมากจนคิดว่าไม่น่าจะเป็นใครไปได้นอกจากขอทานคนหนึ่ง ว่าแต่เขาเข้ามาทำไมในบ้านหลังนี้และมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้หนา นั่นแหละครับ “การบ้าน” ของเด็กน้อยพระเอกของเราที่ตอนนี้กลายเป็นฮีโร่ของชายผู้นี้ แต่นึกภาพไม่ออกเลยว่า ถ้าแม่ของเด็กชายคนนี้ตื่นขึ้นมาจะเป็นลมต่ออีกหรือไม่ นี่นะหรือการบ้าน ใช่ครับ นี่ถือเป็นภารกิจแรกของเขาที่เขาพาขอทาน คนพเนจร คนหนึ่งเข้ามากินข้าวในบ้าน เพราะตรงตามโจทย์ที่ครูกำหนดไว้ทุกอย่าง เท่านั้นไม่พอครับเด็กน้อยคนนี้ยังนำเงินที่ตนเองเก็บออมไว้ทุบกระปุกมอบให้กับขอทานคนนี้ไป เขาซาบซึ้งใจใหญ่และบอกว่าต้องการตอบแทนบุญคุณของเขา เด็กชายคนนี้ ตอบเพียงว่า “ไปช่วยคนอื่นต่ออีก 3 คนตามที่คุณครูสั่งก็พอแล้วหล่ะ” ขอทานนั้นงงงง อยู่เหมือนกัน เพราะไม่คิดว่า เด็กคนนี้จะมีน้ำใจต่อเขาซึ่งเป็นเพียงขอทานคนหนึ่งซึ่งไม่เพียงแต่จะไม่มีใครช่วย เขายังไม่คิดช่วยใครด้วย สำหรับเด็กคนนี้อาจคิดเพียงว่า การช่วยคนและช่วยต่อๆไปเป็นการบ้านที่เขาต้องทำอย่างตั้งใจ แต่สำหรับขอทานมันเป็นภารกิจที่สำคัญ ว่าแล้วเขาก็เดินออกไปไกลแค่ไหนไม่มีใครรู้ ทันใดนั้นเขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะกระโดดสะพานข้ามแม่น้ำฆ่าตัวตายแทบไม่น่าเชื่อครับ เขาวิ่งเข้าไปคว้าตัวผู้หญิงที่คิดสั้นคนนั้นไว้ได้ทันท่วงที ก่อนที่เธอจะกระโดดลงไป ซึ่งเท่ากับ เขาได้ช่วยชีวิตเธอไว้ สาวน้อยคนนี้รำพึงตัดพ้อด้วยความเสียใจในโชคชะตา ว่าสามีเธอทิ้งไปทำให้เธอคิดสั้นอยากฆ่าตัวตาย เพราะอายเกินกว่าจะอยู่ได้ ขอทานกลับขำให้สิ่งที่เรียกว่าความน่าอาย เพราะสำหรับชีวิตของเขามันเป็นแค่เสี้ยวเศษของสิ่งที่เขาพบเจอมาตลอดชีวิตครับ ขอทานเล่าเรื่องที่ตนถูกดูถูกเหยียดหยามมาตลอดชีวิต ไม่มีใครคบหา ไม่มีข้าวกิน ไม่มีครอบครัว ทุกคนพากันรังเกียจ เมื่อเทียบกับสิ่งที่เธอประสบนั้นจึงนับว่าน้อยนิดมากๆๆครับ ในที่สุดสาวน้อยคนนี้ ก็ถูกกล่อมซะอยู่หมัด เห็นชัดว่าชีวิตไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดสั้น ว่าแล้วก็ขอบคุณขอทานเป็นการใหญ่ที่ทำให้เธอได้คิดและเช่นกันเธอขอบคุณเขาเป็นการใหญ่ ในน้ำใจของเขาและต้องการตอบแทน เช่นกันเขาบอกเพียงว่า “ไปช่วยคนอื่นต่ออีก 3 คน ก็เป็นการตอบแทนชั้นได้แล้ว” ทิ้งความงงงันให้สาวน้อยและเดินจากไปพร้อมกับหาคนอีก “3 คน” ที่เธอต้องช่วยครับ และวันนี้การบ้านของเด็กน้อยคนนั้นส่งต่อมาถึง “คุณ” แล้วหล่ะครับ |
|
|